วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 11 การพยายามกระทำความผิด

บทที่ 11
การพยายามกระทำความผิด


       โดยหลักแล้วกฎหมายอาญาจะไม่ลงโทษกับผู้ที่คิดและตกลงใจในการกระทำความผิด แต่กฎหมายจะลงโทษกับการกระทำที่แสดงออกมาภายนอกแล้วเท่านั้น เพราะเป็นการยากที่จะทราบถึงความคิดภายในจิตใจของบุคคล แม้ผู้ที่คิดและตกลงใจในการกระทำความผิดจะได้แสดงเจตนาออกมาโดยการตระเตรียมที่จะกระทำความผิดตามที่ได้คิดไว้และตกลงใจ โดยหลักแล้วกฎหมายก็ยังไม่ลงโทษ เพราะการตระเตรียมกระทำความผิดนั้นยังไม่เป็นการแสดงออกที่น่าเชื่อถือได้อย่างเพียงพอถึงจิตใจที่เป็นอาชญากรอย่างแน่นอน แต่ก็ยกเว้นสำหรับความผิดบางฐานเท่านั้นที่กฎหมายลงโทษการตระเตรียมกระทำความผิด เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงและจะสงผลเสียหายต่อความปลอดภัยของคนในสังคม เช่น ความผิดฐานตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ ตาม ม. 219[1] แต่หากเป็นการพยายามกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดได้แสดงการกระทำออกมาภายนอก Overt Act) ให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงเจตนาที่อยู่ภายในจิตใจ เป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการกระทำความผิด จนถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว และการลงมือกระทำความผิดนี้เอง เป็นตัวแบ่งแยกการพยายามกระทำความผิดกับการตระเตรียมการกระทำความผิดออกจากกัน การลงมือกระทำความผิดเป็นการแสดงออกถึงเจตนาของผู้กระทำว่ามีเจตนาร้ายต่อสิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง เช่น ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ หรือเสรีภาพ ฯลฯ

          การพยายามกระทำความผิดนั้นหากพิจารณาถึงเจตนาผู้กระทำความผิดแล้วจะเห็นว่าเจตนาของเขานั้นเป็นเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จและได้แสดงเจตนานั้นออกมาแล้ว เช่น ความผิดฐานพยายามฆ่า เจตนาในการกระทำความผิดนั้นเป็นเช่นเดียวกับความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา และได้กระทำการฆ่าออกมาแล้ว เพียงแต่บังเอิญผู้ถูกฆ่านั้นไม่ตายเท่านั้นเอง ผลของการกระทำนั้นเป็นตัวกำหนดว่าผู้กระทำจะต้องรับผิดในฐานพยายามกระทำความผิดหรือความผิดสำเร็จ ดังนั้นในความผิดที่ไม่ต้องการผล จึงไม่มีความผิดฐานพยายามกระทำความผิด[2]

1. แนวความคิดเกี่ยวกับการพยายามกระทำความผิด

            แนวความคิดเกี่ยวกับการพยายามกระทำความผิดนั้น แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ดังต่อไปนี้
ฝ่ายอัตตะวิสัย (Subjective) พิจารณาถึงจิตใจของผู้กระทำเป็นสำคัญ เมื่อผู้กระทำความผิด ได้แสดงเจตนาออกมาแล้วโดยการลงมือกระทำความผิด ดังนั้นเขาควรจะต้องรับโทษเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ[3]

ฝ่ายภาวะวิสัย (Objective) พิจารณาถึงความเสียหายที่เกิดจากการกระทำเป็นสำคัญ หากผลที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นยังไม่เกิด ผู้กระทำก็จะมีความผิดเพียงแค่พยายามกระทำความผิดเท่านั้น ไม่อาจลงโทษเท่ากับการกระทำที่เกิดผลตามกฎหมายได้ เช่น ฆ่าคนแต่ไม่ตาย ความตายคือผลที่กฎหมายกำหนดให้มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ดังนั้นเมื่อผู้ถูกฆ่าไม่ตาย ผู้กระทำก็มีความผิดเพียงแค่พยายามกระทำความผิดเท่านั้น

          สำหรับประเทศไทย ยึดถือแนวคิดในเกี่ยวกับการพยายามกระทำความผิดตามแนวคิดใดนั้น พิจารณาได้จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 วรรคแรก[4] จะเห็นได้ว่า การพยายามกระทำความผิดเป็นการกระทำที่ผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดและได้กระทำโดยการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล แสดงว่าการพยายามกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาไทยนั้น ใช้แนวคิดของฝ่ายอัตตะวิสัย (Subjective) เพราะเจตนากระทำความผิดและได้แสดงเจตนานั้นผ่านการลงมือกระทำความผิด ผลจะเกิดหรือไม่ ก็มีความผิดแล้ว แต่บทบัญญัติของมาตรา 80 วรรค 2 ก็บัญญัติไว้ให้การพยายามกระทำความผิดระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมาย แสดงให้เห็นว่าโทษที่จะลงกับผู้พยายามกระทำความผิดไม่เท่ากับความผิดสำเร็จ (ทั้ง ๆ ที่เจตนาเท่ากัน) ซึ่งเป็นแนวความคิดของฝ่ายภาวะวิสัย (Objective) ซึ่งโทษที่จะลงพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

          ข้อสังเกต : การพยายามกระทำความผิดนั้นหากมองจากแนวคิดของฝ่ายอัตตะวิสัย (Subjective) เจตนากระทำความผิดเป็นอย่างเดียวกันกับความผิดสำเร็จ การที่ความผิดจะสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องที่อยู่นอกการควบคุมของผู้กระทำหรือเป็นเหตุบังเอิญเท่านั้น เช่น นายแดงเจตนาฆ่านายดำ จึงเอาปืนยิงนายดำ แต่ยิงไม่ถูก นายดำจึงไม่ตาย จะเห็นว่าการที่นายดำจะตายหรือไม่ตาย เจตนาของนายแดงไม่ได้แตกต่างกันเลย กล่าวคือชั่วเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเจตนาชั่วเหมือนกัน โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดควรจะต้องเหมือนกันกับความผิดสำเร็จ แต่หากมองจากฝ่ายภาวะวิสัย (Objective) ความเสียหายของการกระทำนั้นไม่เท่ากัน หากความเสียหายคือความตาย ผู้กระทำควรจะต้องถูกลงโทษหนัก แต่หากไม่ถึงตายผู้กระทำก็ต้องรับโทษเบากว่ากรณีที่ถึงตาย

2. เหตุผลในการลงโทษการพยายามกระทำความผิด
          การพยายามกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงเจตนาที่ชั่วร้าย เพียงแต่ผลของการกระทำยังไม่เกิดขึ้นและสิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองยังไม่ถูกกระทบกระเทือน[5] เช่น มาตรา 288 ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองคือชีวิตมนุษย์ การพยายามกระความผิดเป็นการกระทำที่ยังไม่กระทบกระเทือนถึงชีวิต(ไม่ตาย) แม้การเป็นกรณีของการพยายามกระทำความผิดที่ได้กระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของเจตนาแล้ว ไม่ว่าผู้ถูกยิงจะตายหรือไม่ตาย เจตนาของผู้ที่ยิงก็เจตนาเดียวกัน ดังนั้นกฎหมายไม่ควรจะลงโทษการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแต่เพียงอย่างเดียว การกระทำที่ได้แสดงออกถึงเจตนาจนถึงขึ้นลงมือกระทำความผิดแล้วก็สมควรที่จะได้รับการลงโทษเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการลงโทษบุคคลที่มีเจตนาและลงมือกระทำความผิดต่อผู้อื่น และการลงมือกระทำความผิดก็เป็นการกระทำที่มีความเป็นไปได้สูงของการจะเกิดผลเสียหายต่อสิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง[6] และในขณะเดียวกันก็เป็นการยับยั้งไม่ให้ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดจนสำเร็จ (พยายามกระทำความผิดมีโทษน้อยกว่าความผิดสำเร็จ โทษที่ต่างกันมีผลต่อการยังยั้งไม่กระทำความผิดให้สำเร็จ กล่าวคือ การถูกลงโทษฐานพยายามกระทำความผิดเป็นผลดีต่อผู้กระทำมากกว่า)

3. หลักเกณฑ์ของการพยายามกระทำความผิด
          การพยายามกระทำผิดนั้นเป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดมีเจตนากระทำความผิด และได้แสดงออกเจตนานั้นโดยการกระทำที่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด แต่ว่าผู้กระทำกระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ได้กำหนดไว้ โดยประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ[7]

อ่านต่อคลิ๊กซื้อหนังสือได้เลยครับ



          [1] ม. 219 ผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวใน มาตรา 217 หรือ มาตรา 218 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับพยายามกระทำ ความผิดนั้น ๆ
          [2] ความผิดที่ไม่ต้องการผล หมายถึง ความผิดที่เพียงกระทำหรือละเว้นก็เป็นความผิดแล้ว ส่วนผลจะเกิดหรือไม่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญในการลงโทษ เช่น ความผิดฐานเบิกความเท็จ ตาม ม.177 เมื่อเบิกความเท็จแล้วก็มีความผิดทันที, ความผิดฐานไม่ช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภยันตราย เมื่อไม่ช่วยแล้วก็มีความผิดทันที ผู้นั้นจะตายหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ (คณิต ณ. นคร, กฎหมายอาญาภาคทั่วไป พิมพ์ครั้งที่ 2. น. 123.)
          [3] อัสนี ภุมมะวัณ, “การลงโทษการพยายามกระทำความผิด.” สารนิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546.
          [4] มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายาม กระทำความผิด
          ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองใน สามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
          [5] รณกรณ์ บุญมี, “ความผิดที่เป็นการเริ่มต้น : ศึกษาแนวความคิดของกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์.” วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2551. น.9.
          [6] คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคทั่วไป . พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน,2547. น.304.
          [7] เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1. พิมพ์ครั้งที่ 10.พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย) : กรุงเทพมหานคร.2551. น.540.

เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ



คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้


ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา

บทที่ 10 เหตุลดโทษ

บทที่ 10
เหตุลดโทษ

เหตุลดโทษ (mitigating) ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างความรับผิดทางอาญา (Structure of Crime) ด้วยเหตุผลที่ว่าโครงสร้างความรับผิดทางอาญานั้นมีไว้พิจารณาความรับผิดทางอาญาของบุคคลนั้นว่ามีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ แต่เหตุลดโทษเป็นการพิจารณาถึงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดนั้นได้รับโทษตามกฎหมายน้อยลง ไม่ได้อยู่ในส่วนของการพิจารณาว่าผู้กระทำต้องรับโทษหรือไม่ ดังนั้นเหตุลดโทษจึงเป็นเหตุที่ทำให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลดโทษหรือลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด[1] ซึ่งเหตุลดโทษมีหลายเหตุ ดังต่อไปนี้

1.      ความไม่รู้กฎหมาย . 64

มาตรา 64 บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้นศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
ความไม่รู้กฎหมายนั้นโดยหลักแล้วไม่อาจเอามาอ้างเพื่อให้ตนเองพ้นจากความรับผิดได้[2] เพราะกฎหมายสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนย่อมต้องรู้ว่ากฎหมายมีอยู่อย่างไร เป็นหน้าที่ของประชาชนเองที่ต้องคอยติดตามว่ารัฐประกาศใช้กฎหมายอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตามย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่ประชาชนทุกคนจะรู้ว่าส่านกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร โดยเฉพาะการบัญญัติความผิดตามกฎหมายอาญาที่เป็นความผิดเพราะกฎหมายกำหนด เช่น กฎหมายจราจร พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจไม่ทราบ เพราะไม่ใช่ความผิดในตัวเอง ดังนั้นหากผู้กระทำความผิดอ้างว่าไม่รู้ว่ากฎหมาย ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้นศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3142/2557 แม้จำเลยและผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมในสวนยางพาราที่เกิดเหตุ แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยยอมให้ผู้เสียหายครอบครองและได้ประโยชน์เพียงผู้เดียว การที่จำเลยจ้าง ส. เข้าไปกรีดยางพาราจะเอาน้ำยางพาราไปเพียงผู้เดียว จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง ย่อมเป็นการทุจริตแล้ว เมื่อน้ำยางพาราที่กรีดยังอยู่ในถ้วยรองน้ำยางยังไม่ได้ถูกนำไป เป็นเพียงพยายามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การที่จำเลยเข้าใจว่ามีอำนาจทำได้โดยสุจริตและ ส. ก็กระทำโดยเปิดเผย เป็นการอ้างความไม่รู้ข้อกฎหมายของจำเลยในเรื่องนี้ ซึ่งใช้แก้ตัวให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา 64


เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้


ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 9 เหตุยกเว้นโทษ


บทที่ 9
เหตุยกเว้นโทษ

การกระทำใดที่ครบองค์ประกอบความผิดในฐานนั้นๆ แล้ว (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 1) และพิจารณาแล้วว่าการกระทำความผิดนั้นไม่มีเหตุยกเว้นความผิดไว้ (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 2) ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดอาญาแล้ว แต่ทั้งนี้อาจมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ผู้กระทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษทางอาญาในฐานนั้น ๆ ก็ได้ เช่น ไม่ต้องจำคุก หรือถูกปรับ เป็นต้น ซึ่งเรียกเหตุดังกล่าวว่าเหตุยกเว้นโทษ (excuse) เหตุที่กฎหมายยกเว้นโทษให้มีสาเหตุหลายประการ ซึ่งแต่ละเหตุนั้นยังไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรมเพียงพอที่กฎหมายจะเว้นความผิดให้เลย แต่ก็มีเหตุผลเพียงพอที่กฎหมายไม่ควรลงโทษบุคคลดังกล่าวตามกฎหมาย แม้เขาเหล่านั้นจะได้กระทำความผิดก็ตาม เช่น การกระทำผิดเพราะไม่รู้ผิดชอบในการกระทำของตนเองเพราะเป็นเด็กหรือคนวิกลจริต ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความชั่ว[1]หรือเป็นการกระทำด้วยความจำเป็นต้องกระทำซึ่งถือเป็นเหตุที่กฎหมายยกเว้นโทษให้เช่นเดียวกัน[2]
          1. การกระทำผิดด้วยความจำเป็นตาม ม.67
            2. การกระทำความผิดของเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี ตาม ม.73 และการกระทำความผิดของเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตาม ม.74
            3. การกระทำความผิดของคนวิกลจริต ตาม ม.65
            4. การกระทำความผิดด้วยความมึนเมา ตาม ม.66
            5. การกระทำตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงาน ตาม ม.70
            6. การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในบางความผิดระหว่างสามีกริยา ตาม ม.71 วรรคแรก
1. การกระทำผิดด้วยความจำเป็นตาม ม.67
          การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นนั้นกฎหมายอาญาของไทยถือเป็นเหตุยกเว้นโทษ หมายถึง ผู้กระทำยังมีความผิดอยู่แต่ไม่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เนื่องจากกฎหมายถือว่า ผู้ที่กระทำนั้นจำเป็นต้องกระทำเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า โดยสาเหตุที่ไม่มีทางเลือกเนื่องจากกระทำความผิดนั้นมาจาก ถูกบังคับให้กระทำความผิด หรือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการกระทำความผิด ซึ่งถ้าพิจารณาถึงเจตนาของผู้กระทำความผิดนั้น เขากระทำผิดโดยเจตนาที่จะกระทำ (มีจิตใจที่ชั่วร้าย) จึงมีความผิดอยู่ แต่อย่างไรก็ตามการกระทำความผิดดังกล่าวก็เพราะถูกบังคับให้จำใจต้องกระทำ กฎหมายก็เหตุใจผู้ที่ตกอยู่ในภาวะดังกล่าว กฎหมายจึงให้อภัยโดยการกำหนดให้เป็นเหตุยกเว้นโทษ[3]




เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้


ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา

บทที่ 8 เหตุยกเว้นความผิด




บทที่ 8 
เหตุยกเว้นความผิด



1. แนวความคิดเกี่ยวกับการยกเว้นความผิด

เหตุยกเว้นความผิดคือ เหตุที่ทำให้การกระทำความผิดอาญาที่ผ่านโครงสร้างความรับผิดทางอาญาโครงสร้างที่ 1 มาแล้วนั้น ไม่มีความผิด ผู้กระทำจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาสำหรับการกระทำนั้น ๆ ซึ่งการที่กฎหมายยกเว้นความรับผิดให้เพราะการกระทำดังกล่าว เป็นเรื่องที่ผู้กระทำมีความชอบธรรมที่จะกระทำได้โดยไม่ควรต้องมีความรับผิดทางอาญา โดยเหตุยกเว้นความรับผิดทางอาญามีหลายเหตุ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงแต่เพียงการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และความยินยอมเท่านั้น

2. เหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

1) การกระทำโดยการป้องกัน ม.68 (Lawful Defense)

            เหตุผลที่กฎหมายอาญายอมให้บุคคลที่กระทำอันเป็นความผิดอาญาสามารถอ้างป้องกันตัวได้ เพราะว่ารัฐไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนของรัฐได้อย่างทันท่วงทีและตลอดเวลา รัฐจึงให้สิทธิป้องกันตัวแก่ประชาชน โดยการกระทำของประชาชนนั้นแม้จะครบองค์ประกอบความผิดหรือผ่านโครงสร้างทางอาญาโครงสร้างที่ 1 มาแล้วก็ตาม ประชาชนก็มีความชอบธรรมในการป้องกันตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายนั้นโดยไม่ต้องรับผิดทางอาญา ซึ่งการป้องกันตามกฎหมายไทยอยู่ใน มาตรา 68 “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

หลักเกณฑ์ของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย[1]

            การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ม. 68 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นจะต้องครบหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ หากไม่ครบแต่เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ใช่การป้องกันโดยชอบที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดที่อยู่ในโครงสร้างความรับผิดทางอาญาโครงสร้างที่ 2

            1) มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย คำว่ามีภยันตราย (Danger) หมายถึง ภัยที่เป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ ทรัพย์สิน[2] ซึ่งเป็นสิทธิของบุคคล ภัยที่เป็นอันตรายต่อสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองอยู่ เมื่อมีผู้ใดมาประทุษร้ายย่อมสามารถป้องกันได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้[3] แต่หากยังไม่มีภยันตราย ก็ไม่อาจอ้างป้องกันได้ เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 5664/2540 จำเลยเพียงแต่เกรงว่าผู้ตายจะชักปืนออกมายิง ทั้งที่ยังไม่มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าผู้ตายจะชักปืนออกมายิงทำร้ายจำเลย และไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีอาวุธปืน จึงถือว่ายังไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องป้องกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันตามกฎหมาย






เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้


ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา

บทที่ 7 ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล


บทที่ 7
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล

ความผิดอาญาทุกฐานความผิด ไม่ว่าจะเป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอาญาอื่น ต้องมีองค์ประกอบความผิด (Element of Crime) เสมอ เพราะบุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาได้นั้นต้องมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดในแต่ละฐานนั้น โดยพิจารณาองค์ประกอบความผิดตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาดังต่อไปนี้
            1) การกระทำ
          2) การกระทำครบองค์ประกอบความผิด
          3) ผลของการกระทำมีความสัมพันธ์กับการกระทำ (causation)
            เมื่อได้พิจารณาผ่านทั้ง 3 ส่วนนี้แล้วถือว่า ผ่านโครงสร้างความรับผิดทางอาญาโครงสร้างที่ 1 ซึ่งจะพิจารณาในโครงสร้างที่ 2 ต่อไป การพิจารณาในส่วนที่ 3 ต้องผ่านครบองค์ประกอบความผิดทั้งภายนอกและภายในแล้ว จึงจะมาพิจารณาว่าผลกับการกระทำสัมพันธ์กันหรือไม่[1]
1. ความสำคัญของหลักความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาได้ต่อเมื่อเขาได้กระทำอันเป็นความผิดกฎหมาย หากเขาไม่ได้กระทำหรือไม่ได้เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น เขาก็ไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้น ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นต้องมีความสัมพันธ์กับการกระทำของผู้กระทำด้วย เช่น นายแดงใช้ปืนยิงนายดำ นายดำได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา แม้นายดำจะไม่ได้ตายทันที แต่ความตายก็เป็นผลมากการกระทำของนายแดง ดังนั้นผลและการกระทำจึงมีความสัมพันธ์กัน นายแดงก็ต้องรับผิดในความตายของนายดำ ซึ่งหลักในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล ตำรากฎหมายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษใช้คำว่า “causation[2]
     


เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้



ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา

บทที่ 6 ความรับผิดโดยประมาท




บทที่ 6
ความรับผิดโดยประมาท




1. แนวความคิดเกี่ยวกับความรับผิดโดยประมาท

แนวความคิดเกี่ยวกับความรับผิดจากการกระทำโดยประมาท ความรับผิดทางอาญาจากการกระทำโดยประมาท ซึ่งในมาตรา 59 ได้บัญญัติไว้ว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ โดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา”

          โดยปกติแล้วความรับผิดทางอาญานั้นเกิดขึ้นโดยการกระทำโดยเจตนาของบุคคล เนื่องจากการกระทำโดยเจตนาเป็นการบ่งบอกถึงจิตใจที่ชั่วร้ายของผู้กระทำ สมควรที่จะต้องถูกลงโทษให้สาสมกับจิตใจที่ชั่วร้ายนั้น เช่น คนที่เจตนาทำร้ายผู้อื่นสมควรถูกลงโทษ เพราะการทำร้ายผู้อื่นนั้นถือว่าผู้กระทำมีจิตใจที่ชั่วร้ายและได้แสดงออกโดยผ่านการกระทำโดยเจตนานั้นเอง แต่ในบางกรณีที่ก็สมควรลงโทษผู้ที่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น เช่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ แม้การกระทำดังกล่าวของเขานั้นจะไม่ได้กระทำโดยเจตนาเลยก็ตาม ซึ่งเรียกการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังเช่นนี้ว่า “ประมาท”



2. ความหมายของประมาท

          ความหมายของการกระทำโดยประมาทนั้นได้ถูกนิยามไว้ใน ม. 59 วรรคสี่ “กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่” จะเห็นได้ว่าจากความหมายของการกระทำโดยประมาทตามมาตรา 59 วรรคสี่กฎหมายไทยไม่ได้แยกพิจารณาถึงระดับของความประมาท เหมือนกฎหมายอาญาของบางประเทศที่แยกพิจารณาถึงระดับของความประมาทของผู้กระทำด้วย เช่น ประมาทโดยรู้ตัว หรือประมาทโดยความพลั้งเผลอ แต่ตามประมวลกฎหมายของไทยมีเพียงประมาทเลินเล่อเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นประมาทประเภทใดตามกฎหมายไทยก็ลงโทษเช่นเดียวกัน หากผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำโดยประมาทนั้นเหมือนกัน[1]

3. หลักเกณฑ์ของการกระทำโดยประมาท

          1. เป็นการกระทำที่ไม่ใช่โดยเจตนา ซึ่งหมายถึง ผู้กระทำต้องไม่มีเจตนากระทำผิดเลย ต้องไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด หรือหากรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดผู้กระทำต้องไม่ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ เพราะหากเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้ว ย่อมไม่ต้องรับผิดโดยประมาทอีก[2] ดังนั้นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังระหว่าง เจตนาประเภทเล็งเห็นผลกับการกระทำโดยประมาท ซึ่งมีความใกล้เคียงกัน เช่น นายแดงขับรถมาด้วยความเร็วเห็นคนกำลังเดินข้ามถนนบนทางม้าลาย นายแดงก็ไม่เหยียบเบรกเพียงแต่บีบแตรไล่โดยคิดว่าคนที่กำลังข้ามถนนนั้นจะกระโดดหลบ แต่ปรากฏว่าคนที่กำลังข้ามถนนหลบไม่ทันจึงทำให้ถูกรถของนายแดงชนจนถึงแก่ความตาย ดังนี้การกระทำของนายแดงเป็นการกระทำโดยเจตนาประเภทเล็งเห็นผล ไม่ใช่การกระทำโดยประมาท


เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้


ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา

บทที่ 5 ความรับผิดโดยเจตนา


บทที่ 5
ความรับผิดโดยเจตนา




เมื่อพิจารณาการกระทำตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญา โครงสร้างข้อที่ 1 การกระทำครบองค์ประกอบความผิด ซึ่งแยกพิจารณาออกเป็นสองส่วน คือ การกระทำครบองค์ประกอบภายนอก และการกระทำครบองค์ประกอบภายใน เมื่อการกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกแล้ว (มีผู้กระทำ การกระทำ และวัตถุแห่งการกระทำ) สิ่งที่เราจะพิจารณาต่อไป คือ การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายในความผิดฐานนั้นหรือไม่ ซึ่งความผิดอาญาแต่ละฐานความผิดล้วนต้องมีองค์ประกอบภายใน เว้นแต่ความผิดที่เป็นความรับผิดเสร็จเด็ดขาด (Strict liability) ซึ่งต้องรับผิดแม้ไม่เจตนาและประมาท[1]

องค์ประกอบภายใน (Internal elements) หมายถึงองค์ประกอบที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เพราะเป็นส่วนที่อยู่ในจิตใจของผู้กระทำความผิด[2] ซึ่งเราจะพิจารณาส่วนที่อยู่ในจิตใจนี้ได้จากการกระทำ โดยอาศัยหลักการที่ว่าการกระทำเป็นสิ่งที่บกบอกจิตใจของผู้กระทำ หรือ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา โดยที่องค์ประกอบภายในนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ เจตนาและประมาท

          ตาม มาตรา 59 วรรคแรก “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา” ดังนั้นบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อ

          1. กระทำโดยเจตนา

          2. กระทำความโดยประมาท

          3. กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา หรือความรับผิดเด็ดขาด (strict liability)



ตัวอย่างของความรับผิดทางอาญาของบุคคล

          1. ความรับผิดจากการกระทำโดยเจตนา เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ม. 288 ความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ม. 334 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ตาม ม. 276

          2. ความรับผิดจากการกระทำประมาท เช่น ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ม. 291 ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตาม ม. 300

          3. ความรับผิดจากการกระทำที่ไม่มีเจตนาและไม่ได้ประมาท เช่น ความผิดฐานทำให้รางระบายน้ำ ร่องน้ำหรือท่อระบายขัดข้อง ตาม ม. 375 ความผิดฐานให้เกิดปฏิกูลแก่น้ำในบ่อ สระหรือที่ขังน้ำ ตาม ม. 380


ประเภทของเจตนา[3]

          1. เจตนาตามความเป็นจริง (intention)

          2. เจตนาโดยผลของกฎหมาย (transfer intention)



เป็นเนื้อหาบางส่วนที่นำมาจากหนังสือคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป หากต้องการอ่านทั้งหมดสามารถซื้อได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นานในการอ่านก็เข้าใจกฎหมายอาญาได้


ถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือถาม-ตอบ กฎหมายอาญาภาคทั่วไปจัดทำขึ้นมาโดยประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหากฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นการตั้งคำถามและอธิบายหลักการตามกฎหมาย รวมถึงมีการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนกฎหมายอาญา